Skip to main content

เว็บไซต์ ประชาไท รายงานว่า กรุงเทพมหานครได้ติดตั้งป้ายประกาศบริเวณด้านหน้าชุมชนป้อมมหากาฬ โดยเนื้อหาในประกาศระบุว่า จะทำการไล่รื้อในวันที่ 3 กันยายน 2559 เป็นต้นไป โดยเนื้อหาในประกาศมีความว่า

ตามที่กรุงเทพมหานครได้มีประกาศ ลงวันที่ 28 มีนาคม 2559 แจ้งขอความร่วมมือประชาชน ผู้อยู่อาศัยในบริเวณป้อมมหากาฬ ดำเนินการรื้อย้ายสิ่งปลูกสร้างออกจากพื้นที่บริเวณป้อมมหากาฬ ภายในวันที่ 30 เมษายน 2559 เพื่อที่กรุงเทพมหานครจะได้เข้าพัฒนาพื้นที่จัดทำสวนสาธารณและอนุรักษ์โบราณสถานของชาติให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินให้บริเวณพื้นที่ที่จะเวนคืนในท้องที่แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2535 ประกอบคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดด มติคณะรัฐมนตรี พ.ศ.2545 ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แต่ปรากฏว่าชุมชนส่วนใหญ่ยังไม่ยอมทำการรื้อย้ายสิ่งปลูกสร้างออกจากพื้นที่ ทั้งที่ได้รับเงินค่าทดแทนและค่าเสียหายต่างๆ ไปครบถ้วน พร้อมทั้งโอนกรรมสิทธิ์ในตัวอาคารให้กับกรุงเทพมหานครแล้ว

ดังนั้น เพื่อให้กรุงเทพมหานครสามารถดำเนินโครงการนี้ต่อไปได้ จึงขอแจ้งให้ทราบว่ากรุงเทพมหานครจะเข้าทำการรื้อย้ายสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าของได้โอนกรรมสิทธิ์เป็นของกรุงเทพมหานครดังกล่าวข้างต้น ตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน 2559 เป็นต้นไป จนกว่าจะแล้วเสร็จ หากผู้ใดมีความประสงค์จะขอให้กรุงเทพมหานครช่วยเหลือในการรื้อย้ายหรือขนย้ายหรือการจัดหาที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ โปรดแจ้งสำนักงานเขตพระนครหรือกองจัดกรรมสิทธิ์ สำนักการโยธาเพื่ออำนวยความสะดวกต่อไป

ประกาศ ณ วันที่ 15 สิงหาคม 2559

หลังจากมีการติดป้ายประกาศของ กทม. ด้านเพจ ‘ชุมชนป้อมมหากาฬ’ ได้เผยแพร่ข้อความในเพจว่า

ขณะที่ชุมชนป้อมมหากาฬ ยังยืนยันแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่ป้อมมหากาฬด้วยกระบวนการพัฒนาสวนสาธารณะบนฐานการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อจะทำให้สวนแห่งนี้มีชีวิตชีวาเเละมีคุณค่าทั้งในเชิงประวัติศาสตร์และสังคมวัฒนธรรม

ส่วนประเด็นที่ กทม. อ้างถึง พรฎ.เวนคืน ปี พ.ศ.2535 ก็ดี คำพิพากษาศาลปกครองปี พ.ศ.2545 ก็ดี บันทึกคณะกรรมการกฤษฎีกา หรือใดๆ ก็ดีนั้น จากการประชุมร่วมกันหลายฝ่ายในหลายต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา เวทีคณะอนุกรรมการสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่มีหน่วยงานต่างๆ ที่ กทม. ได้กล่าวอ้างถึงอำนาจนั้น ต่างเห็นพ้องกันว่า ความขัดแย้งดังกล่าวมีทางออกด้วยการทบทวนปรับแก้ข้อกฎหมายเฉพาะกรณีนี้โดยยึดหลักการเรื่องคุณค่าของพื้นที่แห่งนี้เป็นสำคัญ

ขณะที่ปัญหานี้มีทางออก แต่ กทม. กลับปฏิบัติการโดยไม่รับฟังความอย่างรอบคอบ รอบด้าน และตระหนักถึงความมีพลวัตรของชุมชน อันรวมทั้งคุณค่าของชุมชนในฐานะพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต อันเป็นองค์ประกอบหนึ่งของคุณค่าและมูลค่าของชุมชนในเขตพื้นเก่าแห่งนี้

ท้ายที่สุดนี้ ชุมชนยังยืนยันว่าไม่ได้ขัดขวางการพัฒนาสวนแต่อย่างใด หากแต่ชุมชนพร้อมที่จะเป็นส่วนร่วมและเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาสวนเสมอ ....ที่เราจะพิสูจน์ให้สังคมเห็น

"ทั้งชีวิตเรา(กทม.)ดูแล"

คำกล่าวนี้ ยากเหลือเกินที่จะเชื่อถือหรือเชื่อมั่นได้

ทั้งนี้ ในวันที่ 17 สิงหาคม 2559 เวลา 14.00 น. จะมีการเปิดเวทีระหว่าง กทม. และชาวชุมชนป้อมมหากาฬ โดยมีนักวิชาการ นักกิจกรรม และภาคประชาสังคมในบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ร่วมด้วย เพื่อเจรจาหาทางออกอีกครั้งหนึ่ง