ส่งท้ายปี 2548 ด้วยเรื่องการเมืองและบันเทิง

30 December 2005
เป็นประจำของทุกปีที่จะต้องมีการสรุปข่าวของรอบปีที่ผ่านมาว่ามีเรื่องอะไรที่เป็นเรื่องฮ๊อตฮิต เป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ รวมทั้งสายการเมืองที่จะมีการตั้งฉายาให้กับการทำงานของรัฐบาล และเหล่าคณะรัฐมนตรี ออกมาทั้งกระเซ้าเย้าแหย่จนถึงตอกย้ำภาพที่ได้เห็นจากรัฐมนตรีคนนั้นๆ สำหรับบล๊อกวันนี้ขอหยิบเอาบางส่วนมาจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ที่สรุปเรื่องราวเอาไว้ดังนี้ ภาพจากผู้จัดการออนไลน์ ... ฉายาประชาระทม - ทักษิณ 2 - พ่อมดมนต์เสื่อม นักข่าวสายทำเนียบฯ หยิกส่งท้ายปีเก่า ตั้งฉายาส่งท้ายปี 48 ทักษิณ เป็น พ่อมดมนต์เสื่อม ส่วนรัฐนาวาทักษิณ 2 ได้ชื่อ ประชาระทม ขณะที่รองนายกฯ กวาดฉายา 5 เก้าอี้ วิษณุ-สุริยะ-ชิดชัย-สุชัย-สุวัจน์ ฝ่าย มท.1 เป็น รมต.พลัง น้ำ วัฒนา-อิกคิวเซ็ง ส่วนวาทะแห่งปีหนีไม่พ้น ...จังหวัดไหนมอบความไว้วางใจให้เราต้องดูแลเป็นพิเศษ... 1. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พ่อมดมนต์เสื่อม ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนท่วมท้นกว่า 19 ล้านเสียง นั่งแท่นเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่สองอย่างสง่างาม แต่จากการทำงานช่วงระยะเวลาไม่ถึงปี ภาพเดิมที่เคยถูกมองว่าเป็น เทวดา เก่งและเนรมิตได้ทุกเรื่อง ใครแตะต้องไม่ได้กลายเป็น พ่อมด ที่ใช้แต่อารมณ์ ยิ่งเมื่อถูกรุมเร้าด้วยปัญหาไม่ว่าจะเป็นปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง สุดท้ายต้องแหงนหน้าพึ่งดาวพุธถอยฉากตั้งหลัก ขณะเดียวกันความเชื่อมั่นลด ลงไปเรื่อย ๆ เพราะถูกจับได้ไล่ทันว่าไม่สามารถทำตามสัญญาที่ให้ไว้ได้ ประชาชนเสื่อมศรัทธาไม่เชื่อถือในความซื่อสัตย์ ไม่เพียงแค่ประชาชน แม้แต่ลูกพรรคไทยรักไทยยังออกมาลองของไม่เว้นแต่ละวัน คำพูดของท่านผู้นำที่เคยศักดิ์สิทธิ์ในวันนี้กลับเสื่อมถอยลง 2. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ทนายหน้าหอ เป็นเนติบริกรให้กับรัฐบาลทักษิณ เพื่อใช้ข้อกฎหมายมาพลิกแพลงให้เป็นคุณต่อรัฐบาล บางครั้งถึงกับยอมพลิกลิ้น ฉีกตำรากฎหมาย หาช่องทางสนองบัญชาให้เป็นไปตามความต้องการของรัฐบาล มาในปีนี้ยิ่งหนักข้อขึ้น เมื่อรัฐบาลเจอวิกฤติร้อน ๆ สารพัดเรื่อง จากสถานะมือกฎหมายของรัฐบาล นายวิษณุจึงต้องตกที่นั่งรับหน้าที่เป็นทนายแก้ต่าง เพื่อคลายปมปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทุจริตซีทีเอ็กซ์ ปัญหา กสช. การแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช การถ่ายโอนโรงเรียนไปยังท้องถิ่น จึงเปรียบได้แค่ทนายหน้าหอ มีหน้าที่คอยแก้ตัวสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลเท่านั้น 3. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.อุตสาหกรรม ซากซีทีเอ็กซ์ ถูกฝ่ายค้านลากขึ้นเขียงอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นคนแรกของรัฐบาลทักษิณ 2 จากกรณีการทุจริตจัดซื้อเครื่องซีทีเอ็กซ์ 9000 ในโครงการสนามบินสุวรรณภูมิ ส่งผลให้ภาพลักษณ์รัฐบาลติดลบ สอบตกเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตอย่างร้ายแรงนับแต่นั้นมา แม้นายกรัฐมนตรีจะปรับพ้นเก้าอี้ รมว.คมนาคม เพื่อลดกระแส แต่ยังเอื้ออาทรยอมให้ตำแหน่งรองนายกฯ ควบกระทรวงอุตสาหกรรม แถมยังให้อำนาจกำกับดูแลกระทรวงคมนาคมต่อ และแม้จะพยายามดิ้นสุดฤทธิ์จนได้เครื่องซีทีเอ็กซ์เจ้าปัญหามาการันตีความบริสุทธิ์แล้วก็ตาม แต่สังคมปักใจเชื่อว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นจริง ชะตากรรมของนายสุริยะจึงไม่ต่างกับซากซีทีเอ็กซ์ที่อยู่ในความทรงจำของผู้คนตลอดไป 4. พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ยุติธรรม ปลั๊กหลวม เป็นนายตำรวจรุ่นพี่นายกรัฐมนตรีมีดีกรีถึงดอกเตอร์ ถูกคาดหวังให้มารับผิดชอบเรื่องความมั่นคง แทน พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รับหน้าเสื่อดับไฟใต้ แต่เมื่อทำงานจริงกลับไม่สัมฤทธิผลตาม ราคาคุย ถึงจะขยันออกนโยบายแต่ไม่เป็นผลในทางปฏิบัติ เพราะฝีมือไม่ถึง บารมีไม่พอ ขาดประสบการณ์ เหมือนเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ปลั๊กหลวม เสียบแล้วใช้การได้ไม่เต็มที่ ติดๆ ดับๆ ไม่สามารถลดสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ภาคใต้ลงได้ 5. นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ รองนายก รัฐมนตรี พี.อาร์.25 ชั่วโมง ขึ้นชื่อเป็นรัฐมนตรีที่เน้นการประชาสัมพันธ์ให้ตัวเองเป็นหลัก มากกว่าผลงานในหน้าที่ มุ่งทำตัวเองให้เป็นข่าว ออกหน้าจอทีวีเสมอ เก็บทุกประเด็นไม่แยกแยะเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ ขอให้ได้เป็นข่าวก็พอ จนเกิดปัญหาเกาเหลากับรัฐมนตรีเจ้าสังกัดโดยตรง ตกเป็นข่าวครึกโครมกับ นายประชา มาลีนนท์ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา กรณีรับธงซีเกมส์ จึงขอมอบฉายา พี.อาร์. 25ชั่วโมง 6. น.พ.สุชัย เจริญรัตนกุล รองนายกรัฐมนตรี เด็กนายหญิง รัฐมนตรีสายตรงจากนายหญิง ถูกส่งเข้ามาคุมกระทรวงหมอ แต่ด้วยความที่เป็นเด็กเส้น ขาดประสบการณ์การงาน บริหาร แค่ช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เข้าไปทำงาน ได้สร้างความปั่นป่วน ด้วยการสั่งปลดโยกย้ายบิ๊กสาธารณสุขลอตเดียว 9 คน จนเกิดแรงต้านจากกลุ่มหมอในกระทรวง ลุกลามไปสู่การประลองกำลังระหว่างเจ๊ใหญ่ กับ นายหญิง ส่งผล ให้นายกรัฐมนตรีต้องรีบปลดชนวนระเบิด สั่งทบทวนโผโยกย้าย แต่เจ้าตัวยังฟึดฟัดขัดขืน ประกาศยื่นใบลาออก ร้อนถึงนายหญิงต้องออก แรงอุ้มไปเป็นรองนายกรัฐมนตรี เพื่อรักษาศักดิ์ ศรีจันทร์ส่องหล้า 7. นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ รมต.สำนัก นายกรัฐมนตรี คลื่นแทรก รับบทบาทพิฆาตสื่อ คอยเป็นกันชนไม่ให้เกิดผลกระทบต่อรัฐบาล ซ้ำร้ายจ้องจับผิดสื่อที่เป็นอริ สร้างความอึดอัดใจกันทั้งวงการ มีการใช้สารพัดวิชามารใต้ดินบนดิน แทรกแซงจนสื่อแทบขาดอิสระในการทำงาน โดยเฉพาะสื่อของรัฐโดนครอบงำให้เสนอแต่เรื่องที่เป็นคุณแก่รัฐบาลข้างเดียว บทบาทของนาย สุรนันทน์จึงเป็นเหมือนคลื่นแทรกที่คอยก่อกวน และสกัดการทำงานของสื่อ 8. พล.อ.อ.คงศักดิ์ วันทนา รมว. มหาดไทย ได้ฉายา รมต.พลัง น้ำ เพราะอาศัยบารมี ลูกน้ำ ศรีภรรยา ซึ่งเป็นเพื่อนและเลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยานายกรัฐมนตรี จนได้นั่งเก้าอี้เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ท่ามกลางเสียงคัดค้านของกลุ่มมุ้งการเมืองในไทยรักไทยที่พลาดตำแหน่ง ขณะที่ผลงานติดลบตลอด ถูกลูบคมด้วยประทัดยักษ์ถึงหัวบันไดกระทรวง ไม่สามารถบำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชนได้ เสนอไอเดียออกมาแต่ละอย่างมีแต่เสียงโห่ไล่ เช่น การติดยูบีซีในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จนถูก ส.ส.รวมหัวตะเพิดออกจากตำแหน่ง แต่ด้วยพลังภายในของลูกน้ำ ทำให้พี่บิ๊กยังเกาะเก้าอี้แน่นต่อไป 9. นายวิเศษ จูภิบาล รมว.พลังงาน โบรกเกอร์รัฐบาล ถูกส่งมากำกับดูแลด้านพลังงาน ท่ามกลางวิกฤติน้ำมันแพง แต่กลับทำตัวเป็นโบรกเกอร์ที่คอยต่อรองสร้างผลกำไรให้กับกลุ่มทุนซีกรัฐบาล โดยเฉพาะการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่นำ กฟผ. เข้าตลาดหลักทรัพย์ จนถูกมองว่านำทรัพย์สินของประเทศไปขาย ขณะเดียวกันปัญหาน้ำมันแพงก็ยังแก้ไม่ตก ส่งผลให้กองทุนน้ำมันติดลบมหาศาล เนื่องจากนำเงินไปพยุงราคาน้ำมันแบบฝืนกลไกการตลาด สุดท้ายชาวบ้านต้องก้มหน้ารับกรรมใช้น้ำมันแพงต่อไป 10. นายวัฒนา เมืองสุข รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ อิกคิวเซ็ง มีไอเดียแหวกแนวเหมือนอิกคิวซัง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของผู้มีปัญญา แต่ทว่าชอบคิดอะไรเพี้ยน ๆ สวนกระแสสังคมบ่อยครั้ง หวังสร้างกระแสให้ตัวเอง อาทิ การจัดถนนให้วัยรุ่นซิ่งรถจักรยานยนต์ การให้ภรรยากราบเท้าสามีก่อนนอน การฉายสปอตไลต์หน้าโรงแรมม่านรูดในคืนวันลอยกระทง จนถูกประณามอย่างหนัก พฤติกรรมดังกล่าวจึงน่าจะเข้าข่ายอิกคิวเซ็ง ที่คิดอะไรแย่ๆ อวดฉลาด จนคนในสังคมเซ็งกับความคิดของท่าน รมต.วัฒนา ส่วนฉายารัฐบาล ประชาระทม ที่ผ่านมารัฐบาลโหมใช้นโยบายประชานิยมโฆษณาชวนเชื่อ จนประชาชนมอบความไว้วางใจด้วยคะแนนท่วมท้นให้เป็นรัฐบาลอีกสมัย โดยหวังว่า จะเข้ามาพลิกฟื้นคุณภาพชีวิตให้อยู่ดี กินดี แต่หลังจากบริหารประเทศยังไม่ทันครบปี ปรากฏว่า นโยบายประชานิยมกลับพ่นพิษ ทำให้ประชาชนต่างทุกข์ระทม ภาวะหนี้สินทุกครัวเรือนพุ่งขึ้น ไม่หยุด เข้าสู่ยุคข้าวยากหมากแพง เกิดความรุนแรงในสังคม กอปรกับสถานการณ์ความไม่ สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่มีทีท่าจะยุติ มิหนำซ้ำยังมีข่าวฉาวคอร์รัปชัน เอื้อผลประโยชน์พวกพ้อง ขนาดองค์กรอิสระที่ชาวบ้านหวังเป็นที่พึ่ง ยังถูกครอบงำจนไม่สามารถทำหน้าที่ได้ แม้รัฐบาลจะตีปี๊บประโคมข่าว ตัวเลขอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศจะดีดตัวสูงขึ้น แต่ประชาชนชั้นรากหญ้ายังต้องระทมทุกข์ต่อไป วาทะแห่งปี จังหวัดไหนมอบความไว้วางใจให้เราต้องดูแลเป็นพิเศษ เป็นคำพูดของนายกฯ ที่สร้างความฮือฮาให้กับคนทั้งประเทศ และถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด ในระหว่างการลงพื้นที่ประชุม ครม.สัญจร จ.นครสวรรค์ หลังพ่ายแพ้การเลือกตั้งซ่อม โดยเฉพาะที่ จ.พิจิตร เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดของผู้นำในการเลือกปฏิบัติ เน้นการเมืองสำคัญมากกว่าการบริหารประเทศ
แน่นอนครับ…ผมตรงไปตรงมา ผมไม่อ้อมค้อม จังหวัดไหนมอบความไว้วางใจให้เราต้องดูแลเป็นพิเศษ ซึ่งเราก็ต้องดูแลคนทั้งประเทศ แต่เนื่องจากว่าเวลามันจำกัด เอาเวลาไปจังหวัดที่ไว้วางใจเราเป็นพิเศษก่อน จังหวัดที่ไว้วางใจเราน้อยก็ไปทีหลัง ไม่ใช่ไม่ไป แต่ไปทีหลัง ก็เรียงคิว ต้องเรียงกัน
... แถมท้ายด้วยข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์ ประเด็นฉายาเช่นกัน แต่ข่าวนี้เป็นการตั้งฉายาของเหล่าสส. โดยการโหวดจากนักข่าวประจำรัฐสภา ไปดูกันครับว่าเค้าว่าไงกันบ้าง สื่อเปรียบสภาผู้แทนฯเป็น ปลอกคอพันธุ์ชิน - วุฒิฯ คือ สภาทาส 1. วาทะเด่นแห่งปี มันเอาอธิปไตยของปวงชนชาวไทยไปล็อกเอาไว้เหมือนทาส - เป็นวาทะของนายเสนาะ เทียนทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักไทย เมื่อค่ำวันที่ 8 มิถุนายน ระหว่างการประชุมรัฐสภาเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ กรณีการสรรหากรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งตลอดการอภิปรายของนายเสนาะ ได้สะกดให้ ส.ส.และนักข่าวต่างเงียบฟัง และรับรู้ตรงกันว่าเป็นการเปิดใจของนายเสนาะที่สะท้อนถึงความอึดอัดใจของ ส.ส.ในพรรคไทยรักไทยอีกหลายคน เพราะถูกกักขังด้วยรัฐธรรมนูญ ในมาตรา 107 (4) ที่ ส.ส.ต้องสังกัดพรรคเป็นเวลา 90 วัน ทำให้ที่ไม่สามารถย้ายต้นสังกัดพรรคการเมืองได้ อีกทั้งยังจำกัดอิสระและเอกสิทธิ์ของความเป็น ส.ส.จึงถูกแทนที่ด้วยความเป็น “ทาส” เหมือนที่นายเสนาะได้สะท้อนออกมา 2. ฉายาสภาผู้แทนราษฎร ปลอกคอพันธุ์ชิน นับเป็นภาพสะท้อนการทำงานของสภาผู้แทนราษฎรชุดปัจจุบันได้ดีที่สุด นับจากที่พรรคไทยรักไทยได้เสียงข้างมากถึง 377 เสียง ทำให้การทำหน้าที่ในสภาเสมือนถูกชักจูงจากเจ้าของพรรค ปราศจากจุดยืนและความเห็นของตัวเอง ผิดวิสัยของการเป็นผู้แทน บ่อยครั้งการยกมือโหวตกฎหมายต่างๆ ในสภา หรือแม้แต่การอภิปราย ก็ไม่สามารถแสดงความเห็นที่แตกต่างไปจากมติพรรคที่สังกัดได้ เสมือนการมีปลอกคอที่แสดงความเป็นเจ้าของโดยพรรคไทยรักไทย ภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรค กอปรกับการที่ ส.ส.ถูกมัดไว้จากการถูกล็อกในรัฐธรรมนูญมาตรา 107(4) ที่ ส.ส.ต้องสังกัดพรรคภายใน 90 วัน เหมือนเป็นการจำกัดการทำหน้าที่ ส.ส.ไม่สามารถแสดงความเห็นที่แตกต่าง 3. ฉายาวุฒิสภา สภาทาส - ใครบอกว่าเวลานี้ประชาชนคนไทยไม่มีทาสอีกแล้ว แต่คนบางกลุ่มที่เป็นผู้ทรงเกียรติยังเลือกหนทางที่จะอยู่ในวังวนและยอมตกเป็นทาส เห็นได้จากวุฒิสภาชุดปัจจุบันซึ่งถือเป็นชุดแรก ที่เกิดจากผลพวงของการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ถูกสังคมคาดหวังเรื่องการทำงาน การถ่วงดุล ตรวจสอบฝ่ายบริหาร กลั่นกรองกฎหมาย และแต่งตั้งบุคคลเข้ามาทำหน้าที่ในองค์กรอิสระ โดยความเป็นตัวของตัวเอง เพราะที่มาของวุฒิสภา คือ ไม่สังกัดพรรคการเมือง แต่จากการทำหน้าที่ของวุฒิสภาชุดปัจจุบัน แสดงให้ประชาชนเห็นว่าการทำงานไม่ได้มีอิสระ บ่อยครั้งมีข่าวว่าการลงมติของวุฒิสภาเป็นไปตามโผและโพย อุปมาเหมือนทาส ที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของนายเงิน ซึ่งในยุคปัจจุบันมีการกล่าวกันหนาหูว่านายเงินของวุฒิสภา ก็คือ ฝ่ายการเมืองนั่นเอง 4. ฉายาประธานสภา “นิติกู” - ตั้งแต่ก่อนก้าวย่างสู่ถนนการเมือง นายโภคิน พลกุล มีภาพของความเป็นนักกฎหมาย เป็นอาจารย์ และนักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญ ด้วยดีกรีด็อกเตอร์จากฝรั่งเศส แต่เมื่อเวลาผ่านไป เมื่อนายโภคินเข้าสู่ถนนการเมือง โดยเฉพาะในตำแหน่งประธานรัฐสภา เป็นที่ประจักษ์ว่า ประธานสภาที่ต้องวางตัวเป็นกลาง กลับไม่เป็นเช่นนั้น บ่อยครั้งที่มักใช้ความได้เปรียบในฐานะผู้รู้ทางกฎหมายตีความปกป้องคนในรัฐบาล โดยยึดความเห็นส่วนตัวเป็นหลัก และคิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำถูกต้องแล้ว จึงที่มาแห่งฉายาที่นายโภคินได้รับในปีนี้ 5. ฉายาประธานวุฒิสภา “สุ(ด) ทน” - วลีนี้เป็นคำที่แวดวงในสภาสูง รวมถึงประชาชนทั่วไปใช้ เมื่อกล่าวถึงบทบาทและการทำงานของ นายสุชน ชาลีเครือ ประธานวุฒิสภา ในรอบปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีปัญหาการสรรหาผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ที่นายสุชนนำชื่อนายวิสุทธิ์ มนตริวัต ขึ้นทูลเกล้าฯ เป็นผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินคนใหม่ แต่ไม่มีการโปรดเกล้าฯ กระทั่งนายวิสุทธิ์เองยังขอถอนรายชื่อ แต่นายสุชนกลับไม่แสดงความรับผิดชอบใดๆ ทำให้ได้รับแรงเสียดทานอย่างหนัก ถึงขั้นเคยมีวุฒิสภาไล่ให้ลาออกกลางห้องประชุมบ่อยครั้ง แต่นายสุชนก็ทนสุดๆ จนฝ่ากระแสต่างๆ มาได้ แม้กระทั่งบางคนก็ยังสุดทนกับนายสุชน เช่นกัน 6. ฉายาผู้นำฝ่ายค้าน ขุนศึกไร้ดาบ - แต่ไหนแต่ไร ในการรบและทำศึกสงครามอัศวิน ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำในการรบ เปรียบเสมือนฝ่ายค้านที่ย่อมต้องมีผู้นำในการตรวจสอบรัฐบาล แต่ด้วยพรรษาทางการเมืองและภาวะผู้นำ ทำให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นได้เพียงขุนศึกยังไม่ถึงชั้นอัศวิน และเมื่อฝ่ายค้านต้องมาประสบกับภาวะเสียงในสภา ที่มีเพียง 123 เสียงก่อนที่จะมีการเลือกตั้งซ่อม ถือเป็นอุปสรรคในการตรวจสอบและถอดถอนรัฐมนตรี ทำให้ตกอยู่ในสภาวะไร้ดาบ ขุนศึกไร้ดาบจึงเป็นฉายาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในปัจจุบัน 7. ดาวเด่น-ดาวดับ • ดาวเด่นในสภา นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ - ดาวเด่นในสภา ตำแหน่งนี้ผู้สื่อข่าวสภามอบให้แก่นักการเมืองที่มีความโดดเด่นในการทำตัวที่เป็นข่าว หรือมีพฤติกรรมสร้างความสนใจให้กับสังคม ซึ่งในรอบปีที่ผ่านมาหากจะถามประชาชนทั่วไป คงไม่มีใครที่ไม่รู้จัก นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทย ที่มักสร้างสีสันในสภา ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ที่แตกต่าง กระทั่งมีการวิจารณ์ว่า ส.ส.หลายสมัยบางคนยังสร้างข่าวและกระแสได้ไม่เก่งเท่านายชูวิทย์ ที่เป็น ส.ส.สมัยแรกเสียด้วยซ้ำ และด้วยความเป็น ส.ส.สมัยแรก บทบาทในสภาของอดีตเจ้าพ่ออ่างจะเป็นอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป • ดาวดับในสภา นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ, นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายสิทธิชัย กิตติธเนศวร ส.ส.นครนายก พรรคไทยรักไทย - ดาวดับในสภาตำแหน่งนี้ผู้สื่อข่าวสภามอบให้กับนักการเมืองที่ถูกมองว่ามีจังหวะก้าวทางการเมืองที่ผิดพลาด ไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม ซึ่งในปีนี้ ได้แก่ “สามเกลอ” หรือ 3 ส.ส.พรรคไทยรักไทย คือ นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายสิทธิชัย กิตติธเนศวร ส.ส.นครนายก ที่ออกมาเคลื่อนไหวตอบโต้กรณีนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ขัดแย้งกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย กระทั่ง 3 ส.ส.ถูกมองป้องนาย หวังบำเหน็จ และกลายเป็นดาวดับในที่สุด 8.คู่กัดแห่งปี นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ กับพรรคไทยรักไทย - นับตั้งแต่ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคชาติไทย ก้าวเข้าสู่เวทีสภา บุคลิกโผงผางและพร้อมเดินหน้าชน กลายเป็นแรงขับให้นายชูวิทย์ต้องพุ่งรบกับ ส.ส.หลายคนของพรรคไทยรักไทย เช่น นายชูวิทย์ กับนายวิเชษฐ์ เกษมทองศรี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักไทย ในข้อหาดื่มเหล้าเข้าสภา หรือกรณีการเกิดปากเสียงระหว่างการอภิปรายกับ นพ.วิชัย ชัยจิตวณิชกุล ส.ส.อุดรธานี พรรคไทยรักไทย หรือกรณีอื่นๆ อีกมากมาย และล่าสุด ส่งท้ายปลายปี ที่ตลอดทั้งเดือนธันวาคม ของการเปิดศึกกับ ส.ส.หญิง พรรคไทยรักไทย ที่เริ่มต้นด้วยน.ส.ณหทัย ทิวไผ่งาม ส.ส.กทม. จนถึงนางมุกดา พงษ์สมบัติ ส.ส.ขอนแก่น ซึ่งหลายคนมองว่า แรงส่งของนายชูวิทย์ อาจเป็นเพราะนายชูวิทย์มาจากความมั่นใจที่ไม่ต้องพะวงถึงต้นทุนทางสังคมเฉกเช่น ส.ส.คนอื่นๆ 9. เหตุการณ์เด่นแห่งปี ปัญหาการแต่งตั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน - นับเป็นมหากาพย์ลากยาวที่สุดในการเลือกบุคคลเข้าทำหน้าที่ในองค์กรอิสระ หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากระบวนการสรรหาคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา เป็นผู้ว่าการ สตง.โดยมิชอบ จนต้องมีการสรรหาใหม่ ทั้งที่ยังไม่เกิดข้อยุติในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ วุฒิสภาได้ลงมติเลือกนายวิสุทธิ์ มนตริวัต เป็นผู้ว่าการ สตง.คนใหม่ หลังจากที่มีการทูลเกล้าฯไปแล้วเป็นเวลา 104 วัน ทำให้ นายวิสุทธิ์ ตัดสินใจถอนตัวจากตำแหน่ง ท่ามกลางปมปัญหาที่ยังเถียงกันไม่ตกระหว่างการสรรหาใหม่กับการให้คุณหญิงจารุวรรณกลับเข้าสู่ตำแหน่งอีกครั้ง เนื่องจากมีกระบวนการแทรกแซงของฝ่ายการเมือง หวังตัดตอนการตรวจสอบการทุจริต 10. คนดีศรีสภา พ.อ.สมคิด ศรีสังคม ส.ว.อุดรธานี - แม้วัย 89 ปี แต่ พ.อ.สมคิด ศรีสังคม ยังปฏิบัติหน้าที่ ส.ว.อุดรธานี อย่างเข้มแข็งเช่นการมาประชุมวุฒิสภาอย่างต่อเนื่อง กล้าแสดงความเห็นที่เป็นตัวของตัวเอง ทั้งยังร่วมตรวจสอบฝ่ายบริหารผ่านเวทีกรรมาธิการคณะต่างๆ แม้บางครั้งจะต้องเดินทางออกต่างจังหวัด โดยเฉพาะกรณีการเดินขึ้นตึกสนามบินสุวรรณภูมิ ถึง 6 ชั้น แต่เจ้าตัวก็ไม่ลดละ นอกจากนี้ การเป็น 1 ใน 4 ของวุฒิสมาชิกที่ยื่นหนังสือไปยังราชเลขาธิการ เพื่อหาข้อยุติปมปัญหาผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ด้วยจุดยืนที่ชัดเจนโดยไม่คำนึงถึงกระแส ตำแหน่งคนดีศรีสภา เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้ทำงานในสภาและหวังเป็นแบบอย่างให้กับสมาชิกรัฐสภาคนอื่นๆ ... ข่าวยาวมาก เลยขอยกยอดสรุปข่าวบันเทิง ไปเป็นคราวหน้าแล้วกันนะครับ :p