จตุคามรามเทพ-ค้นหาตำนาน

ข้อความต่อไปนี้คัดลอกทั้งหมดมาจาก "จตุคามรามเทพ-ค้นหาตำนาน Catugamaramadeva-In Search of Origins" คอลัมน์ ฝรั่งมองไทย โดย ไมเคิล ไรท นิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 4-10 พฤษภาคม 2550 - - - - - คำนำ "จตุคามรามเทพ" เป็นชื่อเทพองค์หนึ่งที่ต้องขนานนามขึ้นใหม่ เพราะไม่เคยปรากฎในคัมภีร์ใดๆ หรือตำนานเก่าแก่ ไม่ว่าพุทธหรือพราหมณ์ ผู้ผลิตพระเครื่องนี้โฆษณาสรรพคุณโดยอ้างคำของร่างทรงหรือ "ตำนานเก่าแก่" โดยไม่ระบุชื่อหรือที่มาของตำนาน ผู้ที่ศึกษาสังคมและศาสนาอย่างเป็นวิชาการย่อมไม่สนใจว่า องค์จตุคามรามเทพมีจริงหรือไม่จริง เพราะมันเป็นเรื่องศรัทธา ผู้ศรัทธาจตุคามรามเทพย่อมเชื่อว่ามีจริงตามสิทธิ์ของเขา นักวิชาการจึงไม่ท้าทายหรือลบหลู่ศรัทธา แต่มีสิทธิ์และหน้าที่ค้นคว้าว่า จตุคามรามเทพมีความเป็นมาอย่างไร? มีเอกสารโบราณรองรับไหม? ผลเบื้องต้นคือ จตุคามรามเทพไม่ได้อุปโลกน์ขึ้นมาจากความว่างเปล่า มีเค้ามูลอยู่ในวรรณคดีโบราณจริง แต่วรรณคดีชิ้นนั้นๆ อยู่ในความทรงจำคลาดเคลื่อนจนได้ชื่อ "จตุคามรามเทพ" ออกมาอย่างผิดเพี้ยน จากคำในตำนานเดิม ปริศนาพระนาม "จตุคามรามเทพ" ไม่เคยปรากฎในเอกสารโบราณดังว่ามาแล้ว "ราม" ก็คือพระราม ซึ่งเป็นส่วนประกอบของชื่อกษัตริย์หลายองค์ในโลกมอญ-ไทย แต่ "รามเทพ" น่าจะหมายเฉพาะพระรามในรามายณะ ส่วน "จตุคาม" แปลว่า "สี่บ้าน" พระนามรวมหมายความว่า "พระรามสี่บ้าน" ที่ไม่เคยปรากฎในตำนานประวัติศาสตร์หรือเทพปกรณัม ไม่ว่าเป็นฝ่ายพุทธหรือฝ่ายฮินดู จึงอธิบายไม่ได้และเป็นที่น่าสงสัย เป็นไปได้ไหมว่าคำว่า "จตุคาม" เพี้ยนมาจากคำอื่นที่คนไม่ถนัด บาลี สันสกฤต จำมาผิดๆ ? หลักฐานชิ้นที่ 1 จากตำนานพระธาตุนครศรีธรรมราช (ที่มีต้นฉบับเก่าแก่ เคยพิมพ์เผยแพร่และใครๆ อ้างอิงได้) เราทราบว่า พระธาตุนครฯ มีความผูกพันกับลังกาอย่างใกล้ชิด เช่น "พลิติและพลิมุย สองเศรษฐีชาวลังกาได้รับคำสั่งพระเจ้าลังกาให้มาช่วยสร้างพระบรมธาตุที่เมืองนคร แต่เดินทางถ้งช้าจึงสร้างวิหารนี้ขึ้น" (วิหารนี้หมายถึงวิหารพระม้า) ในบทสัมภาษณ์ (ข่าวสด 7 มี.ค. 2550) น.พ.บัญชา พงษ์พานิช อธิบายเรื่องเทพรักษาพระธาตุว่า "โดยที่ยอดบันไดเป็นคู่ของ ท้าวขัตตุคาม และ ท้าวรามเทพ นั่งพิทักษ์อยู่" เทพปูนปั้นที่นั่งชันเข่าสองข้างหัวบันไดจะเป็นท้าวขัตตุคาม และท้าวรามเทพ ตามที่เชื่อกันนั้น ยังไม่มีหลักฐานโบราณรองรับ แต่เทวรูปสลักนั้นสูงบนปานประตูไม้ทางเข้าลานประทักษิณยังเป็นปริศนาที่น่าสนใจ บานหนึ่งเป็นรูปพระนารายณ์ทรงจักรและธนู ซึ่งสมควรจะเป็น รามเทพ จริง แต่อีกบานหนึ่งเป็นใคร? ใครๆ มักนับพระพักตร์ที่มองเห็นเป็นสี่แล้วสรุปว่าเป็น พระพรหม แต่ท่านถือเทพาวุธ (ค้อน? หอก?) ผิดพระพรหม แต่ตรงกับ ขันธกุมาร (สกันทะ) ที่นับถือว่าเป็น เทวเสนาบดี ยิ่งกว่านั้น หากนับพระพักตร์ที่มองไม่เห็น (เพราะอยู่ด้านหลังรูปนูน) ก็เป็น หกเศียร (ฉมุข) ตรงกับขันธกุมารที่เป็นลูกบุญธรรมแม่นมทั้งหกในนักษัตร์กฤตติกา เทวรูปองค์ไหนในวิหารพระม้าจะเป็นท้าวขัตตุคาม และ ท้าวรามเทพ ยังไม่เป็นที่ตกลงแต่ที่สรุปได้คือ 1. สองชื่อนี้หมายถึงเทพสององค์ จะเหมาเป็นองค์เดียวไม่ได้ 2. หลักฐานดังกล่าวน่าจะรับรองความสัมพันธ์ระหว่างพระบรมธาตุนครฯ กับศรีลังกาและ 3. ชวนให้สงสัยว่า ชื่อ ขัตตุคาม และ รามเทพ ต่างสืบทอดมาจากตำนานเอกสารโบราณฉบับใดแน่? เรื่องนี้นำไปสู่หลักฐานชิ้นที่สอง หลักฐานชิ้นที่ 2 ในเรื่องนี้ท่านอาจารย์จากมหาวิทยาลัยสงขลาฯ แนะนำให้ผมกลับไปอ่าน ตำราพระพุทธสิหิงค์ (สิหลพุทธรูปนิทาน) และตำนาน ชินกาลบาลีปกรณ์ ทั้งสองฉบับมีความว่า :- ครั้นหนึ่งพระร่วงสุโขทัยได้ยินกิตติศัพท์พระพุทธรูปในลังกาว่าศักดิ์สิทธิ์นัก จึงส่งทูตไปเจรจาพระเจ้าเมืองนครฯ ว่าทำอย่างไรถึงจะได้มา พระยานครฯ ตอบว่า "ไปเอามาบ่มิได้ เพราะลังกามีเทพารักษ์สี่องค์ (จตุเทวรักขา) คือ พระราม พระลักษมณ์ สุมนเทพ และ ขัตตคามเทพ" เทพเหล่านี้คือใคร? ปัจจุบันนี้พระรามยังสถิตอยู่ที่เมืองเทพนคร (Dondra) ครองภาคตะวันตกเฉียงใต้ในนาม "อุบลวรรณ" พระลักษมณ์หายไป มีพิเภก (Vibhishana) มาขึ้นครองแทนที่วัดกัลยาณีสีมา กรุงโคลัมโบ สุมนเทพยังครองสุมนกูฏ (เขาพระพุทธบาทกลางเกาะ) ส่วนขัตตคามเทพ ได้แก่ ขันธกุมาร (บุตรพระอิศวร) ที่สถิตอยู่ที่กฎรคาม (Kataragama) ในภาคตะวันออกเฉียงใต้ขันธกุมารได้ชื่อในลังกาตาที่สถิต Kataragama ซึ่งเขียนเป็นบาลีว่า ขัตตุคาม และคนไม่ถนัดภาษาย่อมดัดแปลงเป็น จตุคาม ตามใจนึกคิดโดยไม่นึกถึงความหมายหรือหลักภาษา ความสรุป ว่าโดยสรุป "จตุคามรามเทพ" แต่เดิมน่าจะเป็นเทพฮินดูสององค์ที่ชาวลังกานับถือเป็นเทพารักษ์พระพุทธศาสนา ต่อมาเมื่อชาวนครฯ รับพุทธศาสนาลังกาวงศ์เข้ามา เทพทั้งสองก็ตามาด้วยในฐานะเทพารักษ์พระบรมธาตุนครฯ ต่อมาในสมัยหลังนี้ ความทรงจำทางประวัติศาสตร์เสื่อมและเอกสารโบราณถูกลืมหรือถูกอำพราง บรรดาผู้มีศรัทธาบางคนจึงรู้สึกแปลกแยกหมดที่พึ่งแล้วขวนขวายสร้างที่พึ่งขึ้นมาใหม่โดยผนวกชื่อ "ขัตตุคามเทพ" กับ "รามเทพ" แล้วอุปโลกน์เทพองค์ใหม่ชื่อ "จตุคามรามเทพ" ขึ้นมาจากความว่างเปล่าโดยไม่มีหลักฐานใดๆ รองรับ ความส่งท้าย ในเรื่องนี้เห็นจะโทษใครไม่ได้ คนที่คิด จตุคามรามเทพ ขึ้นมาคงเป็นคนอนาถาทางการศึกษา ไม่รู้ประวัติศาสตร์ เข้าไม่ถึงเอกสารโบราณ และขาดออกจากหลักพุทธศาสนาขนานแท้ จนหลงงมงายกับเครื่องอัปมงคลชนิดเรียก "เงินไหลเข้ามา" ในที่สุดผมได้แต่โทษระบอบสังคมและการศึกษาที่ผูกวัฒนธรรมและความรู้ดีๆ ไว้เป็นสมบัติเฉพาะของชนชั้นผู้ดี แล้วทิ้งประชาชนจำนวนมากเป็นอนาถาให้งมงายขวนขวายหาที่พึ่งกับผีสางเทวดาที่ไม่มี(และไม่เคยมี) ในโลกแห่งความเป็นจริง
Did you like it?

No votes have been submitted yet.

ความคิดเห็น