Skip to main content

Motorola Linux ขำขำ ^^

 เมื่อวาน (10.กค.05) ได้มีโอกาสไปร่วมงานสัมมนาเกี่ยวกับระบบปฏิบัติการในโทรศัพท์มือถือเอนกประสงค์ หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ Smart Phone หรือ PDA หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่มันสามารถทำงานได้มากกว่าโทรเข้า-โทรออก หรือส่ง SMS กันเท่านั้น ในตอนนี้เริ่มมีผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือบางรายเริ่มหันมาใช้ระบบปฏิบัติการ Linux (Linux เดียวกับที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ PC แต่เป็นคนละเวอร์ชั่นกัน) งานสัมมนาหัวข้อ "Eyes on Linux Mobile" จัดโดยนิตยสาร First Mobile (ขอบอกความจริงหน่อยว่าไม่เคยอ่านหนังสือเล่มนี้เลย) รวมกับ Motorola (อันนี้ก็ไม่ได้ใช้เหมือนกัน ปัจจุบันใช้ NOKIA) และ Shinee.com (เท่าที่จำได้เคยใช้บริการ Shinee ไปแค่ 100 บาทเอง ซื้อการ์ดหนึ่งใบ ^^) จัดงานที่มหาวิทยาลัยเกษตรฯ บางเขน ที่ได้ไปเพราะว่า พ่อเราดันเป็นแฟนรายการ "เปิดโลกสื่อสาร" ที่พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องการสื่อสารทุกชนิด มือถือ โทรศัพท์ เทคโนโลยีเคลื่อนที่ (( รายการนี้มีประมาณบ่าย 2 โมง ทางคลื่น FM 101.5 วิทยุจุฬาฯ จันทร์-ศุกร์ )) First Mobile ได้ประกาศว่าสำหรับผู้ที่ร่วมงานจะได้รับหนังสือ Mobile Buyer Guide และนิตยสาร First Mobile หนึ่งเล่ม ในฐานะแฟนรายการ มีกิจกรรมน่าสนใจซะขนาดนี้ต้องขอไปแจมสักหน่อยแล้ว ((หุหุ ทั้งที่ไม่ค่อยจะรู้เรื่องลีน้งลีนุกส์อะไรกะเค้าสักเท่าไหร่)) ชวนเราไปเป็นเพื่อนตอนแรกก็ขี้เกียจ บอกว่าไปแล้วจะรู้เรื่องหรอ ขนาด iPod ยังใช้ไม่ค่อยจะเป็นเลยอ่ะ ว่าไปนั่น หลังจากหาเพื่อนในบ้านไม่ได้แล้ว ก็ไปชวนเพื่อนคอเดียวกัน ชอบงัดแงะแกะเกา ((เพื่อนพ่อคนนี้เค้าเป็นช่างซ่อมอุปกรณ์อิเล็กโทรนิกด้วย - แถมเป็นมือกลองด้วยนะ เคยเป็น extra ในภาพยนตร์มาแล้วด้วย หนังเรื่องหมานครถ้าใครดูจนจบ ก็จะเห็นนี่แหละมือกลองในวงสนามหลวง ^^)) เอาละสิ จากไม่มีแนวร่วม ตอนนี้เป็นสองคนซะแล้ว คงต้องมีคนไปคุมซะละมั้ง เลยตัดสินใจไปด้วยซะเลย หมายเหตุ : ต้องขอบอกนิดนึงว่าพ่อเราเป็นคนตาบอด เพื่อนพ่อด้วย ถ้าใครอ่านถึงแค่ย่อหน้าก่อนนี้คงจะงงๆ ว่าทำไมต้องไปคุม - คำว่าคุม หมายถึงอำนวยความสะดวกนะ อย่าคิดเป็นอย่างอื่น ^^ เอาละกลับมาเรื่องสัมมนา ไปถึงงานตอนเที่ยงกว่า คนไปเยอะพอสมควร มีทั้งผู้ที่ใช้โทรศัพท์ Linux รุ่นใหม่ของ Motorola และผู้ที่สนใจในหัวข้อ รวมทั้งนักศึกษาที่ถูกอาจารย์สั่งใหม่มาเก็บข้อมูลไปทำรายงาน เนื้อหาของการสัมมนาอธิบายประวัติความเป็นมาของ Linux ว่าทำอะไรได้บ้าง และอีกหลายอย่าง ที่ฟังไม่รู้เรื่อง... แต่ก็ยังนั่งฟังจนจบรายการ ไหนๆ ก็ว่างมาแล้ว ตอนท้ายมีจับรางวันด้วย แต่สุดท้ายก็อดไป... ก่อนกลับเค้าแจก wrishband คนละเส้น เข้ากันจังเลย ^^ ขากลับระหว่างเดินออกจากมหาวิทยาลัยเกษตรฯ เดินจากหอประชุม 50 ปีมาทางถนนด้านข้าง ที่ทะลุไปนวมินทร์ ((ถ้าใครเคยผ่านจะรู้ว่าไกลนิดนึง (แต่ก็ไม่มาก - ต้องเดินเพราะมันไม่มีรถอะไรมาเลย) พาเดินกันมาได้สักประมาณครึ่งทาง มีคน(วัยรุ่น)ใจดีจอดรถ แล้วถามว่าจะไปไหน เค้าจะอาสาขับรถพาไปส่ง เค้ากำลังจะออกไปด้านนอกมหาวิทยาลัยฯ พอดี อ่าา... มีน้ำใจจริงๆ อิอิ สามคนก็เลยได้ อาศัยรถเค้าออกมาด้านนอกมหาวิทยาลัยฯ ไม่ต้องเดินอีกครึ่งทาง... ขอบคุณมากเลยครับ สรุปเมื่อวานก็ออกจากบ้านไปเที่ยวมหาวิทยาลัยเกษตรฯ กันแบบขำขำ ^^ รูปด้านบนไม่เกี่ยวกับเรื่องในวันนี้ ...

ย้อนรอย PhotoShop

เชื่อว่าหลายๆ คนที่ใช้คอมพิวเตอร์ในประเทศไทย ส่วนใหญ่จะต้องเคยใช้งาน โปรแกรมตกแต่งภาพอันดับหนึ่งอย่าง PhotoShop มาแล้วอย่างแน่นอน PhotoShop เป็นโปรแกรมที่เก่าแก่โปรแกรมหนึ่ง เวอร์ชั่นแรกมีมาเกือบ 14 ปีมาแล้ว (ตั้งแต่ May 1991) เวอร์ชั่นแรกๆ มีแต่เฉพาะบน Macintosh ต่อมาก็มีใน PC ด้วย เรามาย้อนรอย start screen ของโปรแกรม PhotoShop กันดีกว่า Version 1.07 Version 2.5

iChat to MSN Through Jabber

เมื่อคืนนี้หลังใช้ความพยายามอยู่นานกว่าใจให้ iChat (ทำงานบน Mac OS X Tiger) คุยข้าม platform ไปยัง MSN (ส่วนใหญ่ใช้ Windows PC) เปิดเว็บที่เค้าบอกวิธีจัดการ ไอ้เราก็ทำตาม แต่กว่าจะสำเรํ็จก็กินน้ำเข้าไปหลายอึก (แบบว่าดำน้ำไปเรื่อยอ่ะ) ขั้นตอนก็ประมาณว่า ให้ไปสมัครสมาชิก Psi ก่อน (โปรดอย่าถามว่า Psi คืออะไร - เพราะเพิ่งได้เห็นครั้งแรกเมื่อคืนนี้) จากนั้นเมื่อสมัครได้แล้วให้ เอา Account MSN ของเราไป Add ไว้ใน Psi อีกที เพื่อให้ iChat เรียกใช้งานได้ ประมาณนั้น ^_^ พอเรียกใช้งาน Jabber (ส่วนหนึ่งของ iChat ที่เรียก Accout Psi > MSN) มาแสดงผล Account ต่างๆ ที่เคย Add ไว้ใน MSN ก็พลั่นพลูกันออกมาให้ Add ใน list ใหม่ ตกกะใจหมด แบบเค้าไม่ได้บอกไว้ในคู่มือว่าจะมี list พวกนี้โผล่มาด้วยอ่ะ (ดูได้จากรูป) คลิกเพื่อดูภาพขนาดใหญ่ หลังจากจัดการ กับ list รายชื่อเพื่อนๆ เรียบร้อยก็มาดูหน้าตากันว่าเป็นยังไงบ้าง ว้าว... ชอบแบบนี้จังแฮะ ^_^ ดูเป็น Mac มากเลยอ่ะ ลืมโปรแกรม MSN ไปเลย (ดูภาพเมื่อก่อนนี้) แต่ตอนนี้เป็นแบบนี้ซะแว้วววว.... ชอบจริงๆ อธิบายภาพ... แถวซ้ายคือ iChat Buddy list ส่วนแถวขวาคือ MSN Buddy list อิอิ นานๆ จะมีอะไรแปลกให้ลองเล่น (จริงๆก็มีตลอดแหละ แต่ไม่กล้าเล่นมากกลัวเครื่องเจ๊ง ^_^) เล่นเอามาเล่าให้ฟังกัน ใครอยากลองใช้แบบเราบ้างก็ไม่ยากนะ แค่หาเครื่อง Mac มาใช้สักตัวก็ทำแบบนี้ได้แล้วล่ะ เกือบลืมอีกรูป อันนี้เป็น snapshot ของคนที่คุยด้วยอีกฝั่งนึง (มีน้องใจดี snapshot มาให้ดู - ขอบคุณคร้าบบ...) แต่ตอนนี้มีปัญหาอยู่อย่างหนึ่งว่าไม่สามารถส่งไฟล์กันได้ในตอนนี้ -_-!! ต้องหาทางกันต่อไป ... หลังจากทดลองเสร็จก็ลองหา clip video มาดูเล่น ไปเจอไฟล์นี้เข้าเป็นหนังโฆษณาของ PowerMac G5 ลองคลิกดูเล่นๆ ละกันสำหรับคนที่สนใจ ส่วนใครขี้เกียจก็ข้ามไปได้เลย ^_^ http://data.ddmovies.net/powermac/powermac_g5_ad.mov ... เสร็จแล้วก็นอนดีกว่า ระหว่างนอนอยู่นั้นก็เหลือบไปเห็นหน้าจออุปกรณ์บางอย่างสว่างสวยดี เลย snap ไว้ซะหน่อย ทายได้มั้ยว่ามันคืออะไร... เฉลย... หน้าจอ iPod คร้าบผม... ... ตื่นมาตอนสาย แต่งตัวออกจากออกจากบ้าน ก่อนจะออกก็ลังเล อยู่ว่าจะออกไปด้วยมอไซด์ หรือรถตู้ดี ดูจากนอกหน้าต่างก็เมฆไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ เลยตัดสินใจเอามอไซด์ไปดีกว่าสบายๆ (ขี้เกียจไปต่อรถหลายต่อ) ออกไปสักพักเหมือนรู้สึกว่า คิดผิดนิดๆ อ่ะ ดูเมฆบนฟ้า เต็มไปหมดเลย -_-!! ขาไปไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่ขากลับสิ (กลับประมาณ สามทุ่มกว่า) มีปรอยๆ เล็กน้อย แต่สุดท้ายก็กลับถึงบ้านโดยแห้ง อิอิ ^_^ ...

วันปล่อยเสือ... โฮกๆ...

หลังจากรอลุ้นมาหลายวัน กว่า Tiger จะออกวางขายอย่างเป็นทางการในวันนี้ (29) เวลา 6 โมงเย็นตามเวลาท้องถิ่น วันนี้ออกจากอ๊อฟฟิต ประมาณห้าโมงกว่า ใช้เวลาเดินทางไปหนึ่งชั่วโมงถึงสยามดิสคัพเวอรี่ - งานเริ่มไปแล้ว เริ่มแนะนำวิธีการใช้โปรแกรม - เราก็เดินไปเดินมา คลิกนั่นคลิกนี่ - ลองเลือก dashboard โปรแกรมรายงานสภาพอากาศ ตอนแรกเค้าเซ็ทไว้เป็น Bangkok, Thailand ไอ้เราก็นึกสนุก ลองดูซิว่ามีแถวบ้านเรารึเปล่า พิมพ์ non โปรแกรมมันก็ค้นหา location ออกมาหลาย non** มากเลย แต่ไม่มี Nontaburi แต่ที่ประหลาดใจมากกว่านั้นก็คือ มี Nong Kay, Thailand ด้วยอ่ะ โอ้ว... ดีใจกับคนที่อยู่หนองคายด้วยเด้อ... ระหว่างทางไปสยามดิสฯ บรรยากาศการเปิดตัว tiger ณ สยามดิสฯ ขากลับ วนไปวนมาสองสามรอบ ก็เริ่มกร่อยๆ งานไม่ค่อยอลังการอย่างที่คิดไว้ (ฝันเวอร์ไปหน่อย) เลยออกไปเดินเล่นในสยามเซ้นเตอร์ดีกว่า เกือบลืมบอกวันนี้เจอ ปีอบ อารียา มาเดินในงานเหมือนกันนะ ... ช่วงเกือบสองทุ่มก็นัดกับน้องคนหนึ่งเซ็นเอกสาร เกี่ยวกับบริษัทนิดหน่อย แยกกันกลับบ้านประมาณสามทุ่ม รถก็ยังเยอะอยู่ดี ช่วงนี้เป็นอะไรก็ไม่รู้ อากาศร้อนตลอดทั้งวันเลย สามทุ่มกว่าก็ยังร้อน ช่วงกลับบ้านผ่านลานพระรูปเห็นแก๊งค์มอไซต์อยู่แก๊งค์นึง ตั้งแถวกันเกือบยี่สิบคัน เห็นแล้วหนาวเลย ไม่กล้าซิ่งเลยอ่ะ ก็ไม่ใช่ใครหรอก แก็งค์มอไซต์ของตำรวจจราจร สงสัยจะตั้งแถวก่อนออกเวร(หรือเข้าเวรก็ไม่รู้) ... ระหว่างทางเข้าบ้าน ผ่านวัดลาดปลาดุก สงสัยช่วงนี้จะมีงานวัด เห็นมีไฟติดยาวเลย จะมีโอกาสได้ไปเที่ยวมั้ยเนี่ย ^_^ วัดลาดปลาดุก

วันมหาสงกรานต์/ แอปเปิ้ลคอมพิวเตอร์

ประเพณีสงกรานต์ของไทยนั้น โดยปกติจะถือเอาช่วงวันที่ 13-15 เมษายน ของทุกปี เป็นช่วงระยะเวลา ของเทศกาลสงกรานต์ อย่างไรก็ตามกำหนดช่วงเวลาสงกรานต์ในแต่ละท้องถิ่นอาจแตก ต่าง กัน ไปบ้างขึ้นอยู่กับประเพณีที่ถือปฏิบัติกันมา คุณค่าและความสำคัญ ประเพณีสงกรานต์ถือเป็นประเพณีการเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่ที่ยึดถือปฏิบัติมาแต่โบราณช่วงวัน คำว่า "สงกรานต์ " มาจากภาษาสันสกฤต แปลว่า การผ่าน หรือ การย้ายโดยการนับ ระยะเวลาที่เส้นทางของดวงอาทิตย์ โคจรผ่านกลุ่มดาวฤกษ์จักราศีทั้ง 12 กลุ่ม วันที่ 13 เมษายน เป็นวัน" มหาสงกรานต์" หรือ วันเริ่มต้นปีใหม่ทั้งนี้เป็นเพราะ เป็นจากช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์โคจรผ่าน จากราศีมีนเข้าสู่ราศีเมษ นั้นโลกโคจรเป็นมุมฉากกับดวงอาทิตย์ จึงมีกลางวันและกลางคืน ยาวเท่ากันพอดี วันขึ้นปีใหม่ ตามประเพณี ของไทยนี้ เริ่มต้นด้วยการทำบุญตักบาตร แก่พระสงฆ์ และ ปล่อยนก ที่ขังไว้ให้เป็นอิสระ ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปใหบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว การทำบุญตักบาตร ถือเป็น การสร้างบุญกุศล ให้ตัวเอง และ อุทิศส่วนกุศลนั้น แก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว หลังจากทำบุญแล้ว จะมีการ ก่อพระทรายเข้าวัด ถือเป็นกุศลอย่างมาก เพื่อเป็น นิมิตโชคลาภ ให้มีความสุข เงินทองไหลมาเทมา ดุจทรายที่ ขนเข้าวัด ส่วนการปล่อยนก ถือเป็นการล้างบาป และ สะเดาะเคราะห์ ให้หมดสิ้นมีแต่ ความสุขความเจริญ สงกรานต์จึงเป็นวันแห่งความเอื้ออาทร ความรัก ที่มีต่อกัน ทั้งครอบครัวชุมชนสังคมและศาสนาทำให้สมาชิกของครอบครัว ได้มี โอกาสมา อยู่ร่วมกันเพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทิตา เช่น ลูกหลานนำสิ่งของมาเยี่ยมเยียน และรดน้ำขอพรจาก บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยา้ย หลังจาก พิธีสรงน้ำ พระพุทธรูป และพระสงฆ์ แล้วผู้ร่วมฉลอง ทั้งหนุ่ม และแก่ ต่างสาดน้ำ ใส่กัน อย่างสนุกสนาน Corbis.com New Year Water Fights ... วันก่อนได้อ่านไดอะรี่ออนไลน์ของน้องสาวคนหนึ่งเกี่ยวกับชื่อบริษัทแอปเปิ้ล วันนี้ขอใช้พื้นที่นี้ในการนำประวัติโลโก้บริษัท Apple Computer Inc. มานำเสนอละกัน ^_^ ตำนานการออกแบบ Logo ของบริษัท Apple (แปลโดย cyberdude@mac.com - อ้างอิงจาก thaimacclub.net) ที่มาของชื่อ จากปากคำของ Steve Wozniak : ผู้ร่วมก่อตั้งและพนักงานหมายเลข 1 ของ APPLEพวกเขาพูดถึงชื่อ apple ครั้งแรกตอนบ่ายๆ ช่วงต้นๆปี 1976 ทั้งสองขับรถอยู่บน Highway 85 ระหว่าง Palo ALto ไป Los Altos ในคาลิฟอร์เนีย ตอนนั้นผมกับสตีฟ (จอปส์) กำลังขับรถอยู่ ช่วงนั้นสตีฟกำลังสนใจเรื่องฟาร์ม*ที่โอเรกอน และวางแผนจะขึ้นไปทำฟาร์มสักพัก ก่อนจะกลับลงมาทำงานคอมพิวเตอร์ต่อในเบย์แอเรีย อยู่ดีๆ สตีฟก็พูดขึ้นมาว่า "ได้ชื่อดีๆอันนึงแล้ว Apple computer" ผมไม่ได้ถามด้วยซ้ำว่าเขาไปเอาชื่อมาจากไหน อาจจะมาจากต้นแอปเปิ้ลที่เขาจะปลูก หรือมีความหมายพิเศษแฝงอยู่ หรือไม่แน่อาจจะเป็นแรงบันดาลใจจาก Apple Record ก็ได้ เพราะเขารักดนตรี (จอปส์ชอบ The Beatles ซึ่งมีตราแผ่นเสียงของวงคือ Apple corps.) แต่ตอนนั้นผมคิดเลยว่า "เราต้องมีปัญหาลิขสิทธิชื่อ (กับ The Beatles) แหงๆ**" แต่หลังจากนั้นเราก็ช่วยกันคิดชื่ออื่นๆ อีกหลายๆ อัน เป็นพวกชื่อที่ออกแนวอิเลคโทรนิคอย่าง Executek หรือ Matrix Electronics แต่หลังจากพยายามอยู่ประมาณสิบกว่านาที ก็ยังไม่มีชื่อที่ดีกว่าแอปเปิ้ล เราเลยตกลงเอาชื่อนี้" * คงเป็นฟาร์มเดียวกับที่จอบส์เอาเงินค่าออกแบบบอร์ดเกมให้ Atari ไปซื้อ ** ตอนหลัง Apple Corp กับ Apple computer ก็ไปขึ้นศาลกันเรื่องนี้ แต่ก็ตกลงกันได้ และจากตำนานการตั้งชื่อของ Apple Computer Inc. ทำให้ในปัจจุบัน iTunes Music Store นั้นไม่ค่อยมีผลงานเพลงของ The Beatles ให้ซื้อสักเท่าไรนัก (ความเห็นส่วนตัว) Original Logo ในปี 1976 Ron Wayne ซึ่งเป็นวิศวกรที่ทำงานร่วมกับสตีฟ จอปส์ที่ Atari (อ่านเรื่องเก่าเกี่ยวกับ Atari) ได้เข้ามาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งคนที่ 3 ของ Apple งานแรกๆ ของเขางานนึงคือออกแบบ Logo ให้บริษัทนี่เอง แนวคิดของ Wayne คือลูกแอปเปิ้ลที่ทำให้นิวตั้นค้นพบแรงโน้มถ่วงของโลกครับ เป็นต้นกำเนิด idea และสมมุติฐานทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ Logo อันนี้ Wayne ดรออิ้งด้วยปากกาหมึกดำ เป็นรูปเซอร์ไอแซค นิวตันนั่งอยู่ใต้ต้นแอบเปิล (เป็นวิศวกรที่ฝีมือลายเส้นไม่เลวทีเดียว) ตรงกรอบรอบรูปมีโคลงของ William Wordsworth ว่า "Newton....A mind forever voyaging through strange seas of though....alone" และชื่อ Apple computer อยู่ครับ โลโกชิ้นแรกใช้งานอยู่ช่วงสั้นๆช่วงแรก แต่สตีฟ จอปส์เห็นว่ามันมีรายละเอียดและเรื่องราวมากเกิน ไม่เหมาะกับการเป็นโลโก แล้วพอเอามาย่อใช้ก็แทบไม่เห็นอะไรเลย Rainbow Logo ในเดือน เมษายน 1977 จอปส์ได้คุยกับ Rob Janov อาร์ตไดเรคเตอร์ของบริษัท Rigis McKena ให้ช่วยออกแบบโลโกใหม่ให้ Apple จานอฟเริ่มงานจากภาพเงาขาวดำของลูกแอปเปิ้ล แล้วก็ค่อยๆเพิ่มไอเดียเข้าไป "ผมเอาลูกแอปเปิ้ลมาทำเป็นฟอร์มง่ายๆก่อน แล้วก็เพิ่มรอยกัด-bite -ซึ่งอาจจะหมายถึง Byte ก็ได้ใช่ไหม? (เขาเล่นคำพ้องเสียง bite เป็น byte) แล้วการใส่รอยกัดไปข้างๆ ก็ทำให้มันดูเป็นแอปเปิ้ลมากขึ้น แทนที่จะดูคล้ายเป็นเชอรี่หรือมะเขือเทศ" จานอฟอธิบาย หลังจากนั้นเขาก็ใส่แถบสีเข้าไปหกสี แรงบันดาลใจเรื่องแถบสีเอามาจากเครื่อง Apple II ในตอนนั้นที่เป็นเครื่องสำหรับ consumer รุ่นแรกที่แสดงผลเป็นสีได้ ตอนแรกเขาใส่เส้นดำบางๆ เข้าไประหว่างแถบด้วยเพื่อแก้ปัญหาเวลาสีเหลื่อมตอนพิมพ์ แต่จอปส์ไม่ชอบก็เลยตัดออกไปเป็นแถบสีเฉยๆ ช่วงนั้น Michel M. Scott ผู้อำนวยการบริษัทคนแรกเรียก logo อันนี้ว่า "โลโกที่แพงบ้าเลือดที่สุดที่เคยมีการออกแบบกันมา" แต่ก็ไม่มีรายงานเป็นทางการครับว่าตัวเงินค่าออกแบบจริงๆ เป็นเท่าไหร่ logo แอปเปิ้ลสีรุ้งถูกใช้มา 20 ปีเต็มครับ ตั้งแต่ปี 1977-1997 Present Logo ส่วน logo ล่าสุดที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน หลังจากที่ jobs ได้กลับมาบริหาร Apple อีกครั้ง ก็ได้ปรับปรุงการดำเนินงาน รูปแบบดีไซน์เครื่องและภาพพจน์ของบริษัทเสียใหม่ เลยเกิดโปรเจคใหม่ๆอย่าง iMac, แคมเปญโฆษณาและคำขวัญ Think Different แล้วก็ logo แบบสีเดียวใสๆ ครับ เครื่องแมครุ่นแรกที่ใช้ logo สีเดียวแทนที่จะเป็นสีรุ้งแบบเดิมคือเครื่อง Powerbook G3 ที่ออกในวันที่ 6 พฤษภาคม 1998 โลโก้นี้ยังใช้มาถึงปัจจุบัน (ณ วันนี้ 13 เม.ย. 2005 Mac OS X Panther 10.3 ก็ยังคงใช้อยู่) เจอกัน 29 เม.ย. 2005 หมดเรื่องโม้แล้ว ไปนอนดีกว่า ... ^_^

สบายๆ วันต้นเดือน

วันนี้เป็นวันแรกของเดือนที่ร้อนที่สุดในประเทศไทย ตื่นนอนตั้งแต่เช้า - เพราะมีนัดเอา DVD ที่ copy ไปส่งให้ทัน 10 โมง - ออกจากบ้านตั้งแต่เช้า ถึงอ๊อฟฟิต 10.15 เลทไปหน่อย แต่พี่ที่เค้าจะเอาไปส่งที่ททท. ยังไม่มาเลยรอดตัวไป ^_^ สักพักก็ต้องออกไปธนาคารกรุงศรีฯ ทำการเปิดบัญชีเพื่อไว้สิ้นเดือนจะได้ให้พี่เค้าเอาเงินเดือนเข้าบัญชีไปเลย - หลังจากรับเงินสดมาแล้ว 2 เดือน โดนบ่นทั้ง 2 เดือนเลย ว่าเมื่อไหร่จะเปิดบัญชีซะที - ตอนที่ไปธนาคารใช้เวลาอยู่ในนั้นนานมาก กดบัตรคิวแล้วก็รอแล้วรออีก ไม่เรียกซะที จนต้องเดินไปถาม รปภ.

Copy DVD/ New musicplayer

เมื่อวานนี้ระหว่างอัพโหลดข้อมูลเข้าเว็บไซต์ ดำเนินการไปได้สักพักหนึ่ง Transmit (โปรแกรม FTP) ก็ฟ้อง error เอาละสิช่วงนี้โฮสที่เช่าอยู่ไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไหร่ด้วยสิ เดี๋๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เดี๋ยวเปิดได้เดี๋ยวเปิดไม่ได้ แต่พอมองซ้ายมองขวา เอ... อาการแบบนี้มันไม่เกี่ยวกับสุขภาพของโอสนี่นา นั่นไง..

มีใครกล้าทำงานหนึ่งปี แลกกับเงินสี่สิบบาทบ้างมั้ย?

เมื่อวานนี้เปิดดูข่าว IT ในหมวด Apple/Macintosh ในเว็บต่างๆ มีข่าวนึงที่หลายที่ลงคล้ายๆ กันก็คือ "Jobs ผู้บริหารระดับสูงของ Apple Computer Inc. รับค่าเหนื่อยประจำปี 2004 แค่ 1 เหรียญ" จากข่าวรายงานว่าผลตอบที่ Steve Jobs ได้รับตลอดปี 2004 คือ 1 เหรียญ โดยการเงินค่าเหนื่อยต่อปี 1 เหรียญ Jobs เริ่มมาตั้งแต่ปี 1998 (ถ้าจำไม่ผิดนะ) โอ้ว... ทำงานด้วยใจจริงๆ สำหรับหนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทคนนี้ สำหรับประวัติชีวิตของ Jobs อย่างย่อๆ คือ เป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Apple ต่อมาก็ถูกกดดันให้ออกจากบริษัทตัวเอง หลังจากออกมา Jobs ได้จัดทำบริษัท IT อีกหลายอัน หนึ่งในนั้น คือ Pixar Animation Studios Inc. บริษัททำแอนิเมชั่นชั้นนำในขณะนี้ หลังจาก Apple เกิดปัญหาภายใน ทางผู้บริหารจึงตกลงกันว่าจะต้องเชิญ Jobs กลับมาร่วมบริหารอีกครั้ง ตั้งแต่นั้นมา Apple ก็มีผลิตภัณฑ์ ใหม่ๆ ออกมากอบกู้สถานการณ์ได้ จนทุกวันนี้ Apple เป็นผู้นำทางด้านนวัตกรรม ไปซะแล้ว ตั้งแต่ iMac G4, iMac G5, ตระกูล iPod, Mac mini และอีกหลายอย่าง แล้วถามว่าแล้วเค้าจะเอาเงินที่ไหนมาใช้จ่าย อันนี้ก็ไม่ต้องสงสัยกันเพราะ Jobs ยังเป็นผู้บริหารระดับสูงของ Pixar ด้วย ซึ่งก็คงจะได้รับค่าตอบแทนตามปกติ ข้อมุลเพิ่มเติม ... Apple CEO Steve Jobs Again Gets $1 Salary for 2004 ----- ดูรายการ อี-เมาท์ ทางช่องเจ็ด ดูรายการไปงงไป ตกลงว่ารายการนี้เป็นของค่ายไหนกันแน่นักร้องแต่ละคนนี่มันคุ้นๆ อยู่นาา... ทั้ง อู๋ ธรรณธร, เสือ ธนพล รวมไปทั้ง ต่อ วันแมนสตอรี่ ที่มี ต๋องคู่หู มาเป็นนักร้องรับเชิญ มันเด็ก(เก่า)อาร์เอส. นี่นา แต่พอดูไป อ้าวมี ฟาเรนไฮน์, เสื้อใหญ่ โฆษณาของ บอดีสแลม, ป้าง, แท็กซี่ นี่มันเด็ก(ปัจจุบัน)แกรมมี่นี่นา... อ้าว เค้ามีการรวมค่ายกันด้วยหรอ หรือว่าเค้าเลิอกทะเลาะกันแล้ว จริงๆ แล้วธุรกิจค่ายเพลงในเมืองไทย(หรือไม่ก็ทั่วโลก) มันก็เหมือน สโมสรฟุตบอลนั่นแล คือซื้อตัวกันไปมา คนนี้มีความสุขกับสโมสรนี้ ก็อยู่กันไป แต่ถ้าไม่มีความสุข หรือฟอร์มเริ่มตก ก้จัดการแยกย้าย ซื้อตัวกันไป นักฟุตบอล(หรือนักร้อง) มันก็เพื่อนๆ กันหมดนั่นแหละ การย้ายค่ายก็เลยกลายเป็นแค่เรื่องธรรมดา ก็ศักดิ์ศรีมันกินไม่ได้นี่... ข่าว ...
  • พระสองพันรูปบุกตลาดหลักทรัพย์ สวดต้านเบียร์ช้างเข้าระดมทุน -- ถึงแม้จะไม่ได้เข้าตลาดไทย ยังไงเขาก็ยังไปลงทุนที่ตลาดต่างประเทศไทย มันอยู่ที่จิตสำนึกของประชาชนมากกว่านะ
  • สองสามีภรรยาขู่ฝังแลนด์โรเวอร์ ถ้าบริษัทไม่รับผิดชอบ -- เดี๋ยวนี้เค้าไม่ทุบกันแล้วหรอ ถึงต้องหาวิธีการใหม่ๆ เรียกร้องความสนใจ
  • แม้วออนประชาชนผ่านรายการฯ ว่าถ้าอยู่ในไทยไม่ได้พัก -- ก็เป็นข้อแก้ตัวกันไป วันศุกร์ที่ผ่านมา ผู้จัดกวน แซวว่า ททท.ฟุบหนักขนาดนายกฯ ยังเมิน ก็แล้วแต่มุมมอง
  • พงษ์เทพชี้โพรง สอบเสียบบัตรแทนตัองสอบแค่ พายัพทำรึเปล่าเท่านั้น -- อันนี้มันเหมือนตัดตอนไม่ยอมให้สอบถึงคนอื่น ว่าใครทำให้ใครในวันนั้นด้วยนี่ มันปิดกั้นกันเกินไปมั้ง ท่านวิปรัฐบาล
  • ซี้ด!!หงส์ชนแข้งม้าลาย-เชลซีฟัดเสือใต้-มิลานดาร์บี้แมตช์ -- บอลลูกกลมอะไรก็เกิดขึ้นได้ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมจากเว็บ ผจก.ออนไลน์

พา ipod ไปหาหมอ

เมื่อหลายวันก่อน ipod ตัวน้อยของเรา (น้อยรึเปล่า 20GB [4G]) เกิดอาการรวนๆ นิดหน่อย ก่อนหน้านี้ใช้ต่อกับ iMac G4 แต่พอได้ PowerBook 12" มาใช้ ลองมาเอาเสียบดูดันเกิดอาการแปลกๆ (สงสัยมันจะน้อยใจ เพราะกำลังเห่อของใหม่ด้วย อิอิ) วันนี้เลยพาไปโรงพยาบาลศูนย์ เค้าก็ส่งต่อไปยังโรงพยาบาลหลัก แล้วคุณหมอก็บอกว่า อีกสักประมาณหนึ่งสัปดาห์ ค่อยมาพาคนไข้กลับไปนะ ดีนะที่ยังอยู่ในประกัน (1ปี) เลยยังไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่ที่รู้มาว่า apple center ในเมืองไทยต้องประสานกับ apple สิงคโปร์ในการซ่อม อุปกรณ์ทุกชิ้น เลยทำให้ต้องใช้เวลา ระหว่างทางที่ไปพันทิพย์ได้เห็นป้ายข้างถนนเกี่ยวกับการรณรงค์ประหยัดน้ำมัน เลยถ

ต้อนรับสมาชิกใหม่

หลังจากที่ได้ใช้เครื่อง Mac มาหลายปี ได้ใช้ (ตามอ๊อฟฟิตที่เคยทำงานด้วย) ตั้งแต่ iMac G3, PowerMac G3, G4 (แต่ยังไม่เคยได้ทำงานจริงๆใน G5 ซะที) ก็ทำให้รู้สึกชอบและมีความสุขในการทำงานหรือใช้งาน (เวอร์มั้ย!!) ตอนซื้อ iMac G4 Flat-Panel มาใช้ทำงานเมื่อ 2 ปีก่อนก็ตื่นเต้นแล้ว (แต่กว่าจะตกลงใจซื้อก็ชั่งใจอยู่เป็นเดือน) ยิ่งตอนที่ไปซื้อ iBook G4 กะเพื่อน ตอนนี้ก็รู้สึกตื่นเต้นแทนเลย (แต่มันจะตื่นเค้นแบบเรามั้ยนะ) หลังจากนั้นก็ได้ติดตามสถานการณ์มาตลอด ว่า Apple จะออกผลิตภัณฑ์อะไรใหม่ๆ มาล่อเงินออกจากกระเป๋าสาวก Apple อีก เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา Apple ก็ได้ดูเงินออกจากกระเป๋าแฟนพันธุ์แท้ ไปอีกจำนวนหนึ่ง อิอิ... เราเองแหละ ไปถอย PowerBook G4 มากอดซะหนึ่งตัว -- ตัวนี้ตัดสินใจง่ายกว่าตอนซื้อ iMac ซะอีก -- เป็นหนี้อีกหนึ่งปี ต้องทำงานงกๆๆ กันต่อไป สรุปแล้วบ้านเราก็มีสมาชิกใหม่เพิ่มอีกหนึ่งเครื่อง...
Subscribe to Stuff